What I discovered at the age of 33........

Tagged:  

ไม่เคยคิดมาก่อนว่ากฎของแรงดึงดูด มีจริงหรือเปล่า คือไม่เคยคิดจริงๆ จังๆ ว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง

 แต่ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบางอย่าง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่จะเบื่อ และสงสัย ใคร่ครวญในชีวิตของตัวเอง เป็นบางครั้งบางคราว

ธรรมชาติเมตตากว่าที่คิด คำตอบไม่ต้องไปหาไกลที่ไหน อยู่ๆ ก็ไปเจอ ทางพุทธศาสนาเค้าว่าบังเอิญไม่มี มีแต่เหตุ

เหตุที่ 1: ไปร้านเซเว่น ปกติจะไปกินข้าวที่หน้าเมืองเอก แต่วันนั้นอยากได้ด่วนๆ มากินที่บริษัท ก็เลยไปซื้อที่เซเว่น รอเค้าอุ่นอยู่พนักงานบอกว่าให้ไปยืนอ่านหนังสือรอก่อน ก็เลยเดินไปที่ชั้นวางหนังสือ เจอหนังสือเล่มใหม่ของหนูดี วนิษา เรซ เรื่อง "อัจฉริยะสร้างสุข" พลิกๆ ดูสองสามทีก็ซื้อมา (จะไปซื้อข้าวดันได้หนังสือมาด้วย)

เหตุที่ 2: ระหว่างที่นั่งทำงานที่บ้าน ก็เปิดทีวีทิ้งๆ ไว้ มีรายการนึงพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า "เจาะจุดแข็ง" มีอะไรเดี๋ยวค่อยว่ากัน แต่ก็ตามนิสัยมันอดทนรนไม่ได้ วันรุ่งขึ้นก็รีบไปซื้อมา

เหตุที่ 3:  ไปสัมมนา เค้ามีร้านหนังสืออยู่ใกล้ๆ ไปเดินดูเจอหนังสือของ Malcom Gladwell สองเล่มแรก คือ Tipping Point, กับ Blink เป็นสองเล่มที่อยากอ่านมาก แปลเป็นภาษาไทยด้วย เคยอ่าน Outlier ก่อนหน้านี้แล้วชอบสุดๆ ก็เลยซื้อมา

 เหตุทั้งสามนี้ตอบคำถามได้อย่างไร ?

จะว่าไป มันก็ธรรมดา ที่เราจะเบื่อกับสิ่งที่ทำอยู่ทุกๆ วัน จนสงสัยว่า อะไรกันแน่ที่เราอยากทำแล้วจะอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข แล้วจริงๆ มันมีอย่างนั้นหรือเปล่า มีด้วยหรือที่เราจะทำอะไรได้นานๆ โดยไม่เบื่อ มันเป็นธรรมชาติที่คนเราจะเบื่อ หรือว่ามันเป็นเพราะเรามันขี้เบื่อกันแน่ ??

สิ่งที่เราค้นพบจากสองสามวันที่ผ่านมากับการอ่านหนังสือพวกนี้ก็เป็นดังนี้ ......

 หนังสือของหนูดีบอกว่า หัวใจ อยู่ในสมอง คือ สมองเป็นตัวรับรู้สุขทุกข์ และทำให้เกิดปฏิกริยากับสิ่งต่างๆ ที่เป็นตัวกระตุ้น หนังสืออธิบายถึง Amygdala ซึ่งเป็นระบบรักษาชีวิตรอดของสมอง ทำให้เราเข้าใจว่าการกระทำต่างๆ ของเราเกิดขึ้นจากอะไร และอะไรเป็นสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยงไม่ให้สมองพบเจอ จะได้ไม่ต้องสร้างสารเคมีที่ทำให้เราทุกข์ขึ้นมา (อย่างที่เราทำตัวเองอยู่นี่)

หนังสือยังได้พูดถึง speech ของ J.K.Rolling ที่มาในวัน Graduation ของ Harvard มีอยู่ตอนหนึ่งที่อ่านแล้วชอบมาก เค้าพูดว่า

So given a Time Turner, I would tell my 21-year-old self that personal
happiness lies in knowing that life is not a check-list of acquisition
or achievement.

Your qualifications, your CV, are not your
life, though you will meet many people of my age and older who confuse
the two. Life is difficult, and complicated, and beyond anyone’s total
control, and the humility to know that will enable you to survive its
vicissitudes.

สิ่งที่เราสับสนอยู่ก็คือสิ่งที่ JKR ว่า เราสับสนระหว่าง ชีวิต กับ สิ่งที่มีในชีวิต

เราให้คุณค่ากับชีวิตจากสิ่งที่คนอื่นกำหนดเป็นมาตรฐานในการวัดจนบางทีก็สับสนว่าสิ่งที่เราควรจะทำมันคืออะไรกันแน่

หนังสือเล่มที่สอง เป็นหนังสือที่เกิดจากงานวิจัยของ Marcus Buckingham และ Donald Clifton สองคนนี้เชื่อว่าสิ่งที่ทำให้คนโดดเด่นจากคนอื่นในบางเรื่อง เกิดจากพรสวรรค์ โดยมีหลักการอยู่ว่า

1. พรสวรรค์ของแต่ละคนยั่งยืนและพิเศษเฉพาะตัว

2. การพัฒนาที่ดีที่สุดคือการพัฒนาด้านจุดแข็งที่เยี่ยมที่สุดของคนๆ นั้น ไม่ใช่การปรับปรุงจุดอ่อน

ข้อสองนั้น ขัดแย้งกับหลักการพัฒนาบุคลากรในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง แต่นักเขียนทั้งสองนี้เชื่อว่าการพัฒนาจุดอ่อนนั้น สามารถทำให้เราทำสิ่งนั้นๆ ดีขึ้นได้ แต่ไม่สามารถทำให้เรา "เป็นเลิศ" ในเรื่องนั้นๆ ได้ จึงไม่ควรเสียเวลาไปกับจุดอ่อน ควรจะไปเน้นที่จุดแข็ง มากกว่า

สองคนนี้และทีมไปสัมภาษณ์คน สองล้านคน ! เพื่อหาว่าโลกนี้มีจุดแข็งกี่แบบ แล้วเอามาทำแบบประเมินชื่อ StrenghthsFinder ที่จะแสดงพรสวรรค์ที่เด่นที่สุด 5 ข้อของเราจากทั้งหมด 34 เรื่อง

หนังสือจะมีรหัส แนบมาให้ ใช้ได้หนเดียว ในการเข้าไปทำแบบทดสอบในเว็บ แล้วค่อยมาอ่านหนังสือต่อว่า พรสวรรค์  5 ข้อนี้ของเรา ทำให้เราเหมาะที่จะทำงานแบบไหน หรือทำอะไร

เพื่อนๆ คงอยากรู้ว่าเราทำแล้ว ตรงหรือเปล่า ตอนแรก ก่อนทำ ก็อ่านชื่อหัวข้อแล้วลองนึกๆ ดูว่าเราน่าจะตรงกับข้อนั้นข้อนี้ โดยที่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียด ก็เลือกถูกแค่ 2/5 พอทำแล้วมาอ่านจริงๆ จังๆ ก็รู้สึกว่า ใช้ได้ทีเดียวแหละ ไอ้คำอธิบายลักษณะที่ว่าตรงนี้ ยังไม่น่าตกใจเท่ากับตอนไปอ่านว่าคนที่มีลักษณะพวกนี้เหมาะจะทำอะไร

ช่างเป็นตัวเราอะไรเช่นนี้ !!!

มีเสียงในใจที่พูดเบาๆ อยู่เรื่อยๆ ว่า สิ่งที่เราทำได้ไม่ใช่สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้เราต้องทำสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ก็เหอะ มันก็มีอำนาจพอที่จะทำให้เราหลบเลี่ยงทำเป็นไม่ได้ยินเจ้าเสียงกระซิบที่ว่านี้

เจ้าเสียงกระซิบที่ว่านี้เปิดเผยตัวตนมาในหนังสือเล่มที่ 3 - Blink

ก่อนจะพูดถึง Blink ต้องขอชื่นชม Malcolm Gladwell อีกรอบ ถ้าในชีวิตนี้จะเพิ่มรายการสิ่งที่ต้องทำเข้าไปอีกซักอย่างก็คงจะต้องเป็นการไปพบกับ Malcolm แล้วบอกเค้าว่า ขอบคุณที่เขียนหนังสือดีๆ อย่างนี้ให้เราอ่าน

สำหรับเราการได้อ่านหรือได้คิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่างนี่ทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก สำหรับบางคนอาจจะเป็นการคิดตำราอาหารใหม่ หรือเขียนโปรแกรมอย่างเทพได้ในเวลาอันสั้น ถ้าใครเคยดู As good as it gets ในฉากสุดท้าย แจ๊ค พูดว่า

I'm the only one on the face of the earth who realizes that you're the greatest woman on earth.

I'm the only one who appreciates how amazing you are

in every single thing you do -- in every single thought you have...

in how you are with Spencer -- Spence...

... in how you say what you mean and how you almost always mean something

that's all about being straight and good...


I think most people miss that about you and I watch wondering

how they can watch you bring them food and clear their dishes

and never get that they have just met the greatest woman alive...

And the fact that I get it makes me feel great... about me!

เราก็รู้สึกแบบที่แจ๊คว่า รู้สึกดีกับตัวเองเวลาคิดอะไรได้ โดยเฉพาะเวลามีปัญหา การคุยกับตัวเองไปในใจเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายก็หาคำตอบได้ มันช่างรู้สึกดีจริงๆ

กลับมาที่ Blink กันต่อ

Blink บอกว่า (จริงๆ ยังอ่านไม่จบ เอาตอนต้น ๆ ที่เค้าสรุปก่อนละกัน) 

"ความรู้สึกทั้งหลายถูกสกัดกั้นด้วยเหตุผลข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ" เพราะเราถูกสอนให้เติบโตขึ้นด้วยการคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผล อ้างอิงข้อมูล เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นเราจึงมักจะคิดไปในแนวทางนั้น

"แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว น่าจะเป็นเพราะเรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้สิ่งนั้นเป็นความจริง" นั่นคือ เราไม่กล้าที่จะเชื่อเจ้าเสียงกระซิบนั่น เพราะเราไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น เราจึงหลบเลี่ยง ไม่ยอมฟัง หรือไปหาเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ที่จะมาหักล้างสิ่งที่เจ้าเสียงนั้นบอกเรา

หนังสือเล่มนี้มีการอ้างอิงผลการวิจัยเยอะแยะมากมาย เป็นการรวบรวมของผู้เขียน เพื่อได้ข้อสรุปว่า

1. การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ก็เป็นการตัดสินใจที่ดีได้เช่นเดียวกับการตัดสินใจอย่างระมัดระวังและสุขุมรอบคอบ

2. ปฏิกริยาตามสัญชาติญาณของเรามักต่อสู้กับรูปแบบต่างๆ ของความสนใจ อารมณ์ และความรู้สึก เมื่อไรที่เราควรจะเชื่อสัญชาติญาณ และเมื่อไหรที่เราควรจะระวังมัน Blink จะบอกเรา

3. การตัดสินใจแบบฉับพลันและความประทับใจครั้งแรก เป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้และควบคุมได้

ทั้ง เจาะจุดแข็ง และ blink อ้างอิงผลวิจัยของตัวเองกับไทเกอร์ วู้ดส์ ด้วย (นอกเหนือจากตย.อื่นๆอีกมาก) ใครอยากรู้ต้องไปอ่านนะ ไม่บอกหรอกเดี๋ยวไม่สนุก :>

รวมความก็คือ หลังจากอ่านสามเล่มนี้แล้วก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองแล้ว ว่าเราเป็นใคร เรากำลังทำอะไร และทำไปเพื่ออะไร ยิ่งไปกว่านั้นก็คอนเฟิร์มสิ่งที่อยู่ในใจว่า "เราควรจะทำอะไรและทำอย่างไร" ถึงจะไม่หาเรื่องปวดหัวใส่ตัวเองอีก

ทั้งหมดนี้ ถ้ากลับไปหาพุทธศาสนา มันก็ตอบได้หมดอยู่แล้ว

แต่ยังไม่บรรลุ ก็ปั่นป่วนไปตามกระแสโลก เป็นธรรมดา อันที่จริง ถ้ารู้ว่าจุดแข็ง 5 ข้อของเราคืออะไรก็จะไม่แปลกใจที่เราใช้เวลาตั้งหลายวัน อ่านหนังสือตั้งหลายเล่ม กว่าจะยอมรับกับตัวเองได้

 ก็ต้องอ้างคำของ Melvin ใน As good as it gets อีกที ว่า....

And the fact that I get it makes me feel great... about me!

 Happy birthday to myself !!! This is what I discovered at the age of 33.

The End.

ปล. ถ้าใครอยากรู้ว่า 5 ข้อที่เราได้เป็นยังไงเขียนเมลมาถามส่วนตัวละกันนะ

เหตุที่ไม่บอก ก็เพราะเป็นลักษณะหนึ่งในห้าข้อนั้นแหละ :>

 

Your rating: None Average: 4 (1 vote)

อ่านแล้วเกิดแรงผลักดัน,แรงบันดาลใจ(ขึ้นมาอีกเฮือกนึง) มันมาๆหายๆครับ แต่ดีใจครับที่ได้อ่าน มีอะไรมาดลใจให้เอา url ที่ p'nok ขึ้นไว้ที่ msn วันนี้มา paste ลง browser

ตกลงใจได้เลยก่อนจะเขียน comment นี้ว่าเย็นนี้จะรีบไปซื้อมาอ่านบ้าง จะให้คนที่รักอ่านด้วย :)

- ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์ดีๆครับ -

พออ่านถึงตรงนี้แล้วเห็นภาพอย่างรุนแรง "..การไปพบกับ Malcolm แล้วบอกเค้าว่า ขอบคุณที่เขียนหนังสือดีๆ อย่างนี้ให้เราอ่าน "

จึงอยากบอกนกว่า 'ขอบคุณที่เป็นนก ที่คิดอย่างนี้ ที่เขียนอย่างนี้ และเขียนสรุปได้สุดยอด อย่างนี้ให้เราอ่าน' เราจะโทรหานกทันที่เขียน Post ตรงนี้เสร็จ จะบอกว่าโดนใจอย่างมากมาย ทั้งสิ่ง quote มา สิ่งที่เขียนขึ้น และไม่คิดว่าเรากับนกจะคล้ายกันขนาดนี้

นกคือ Malcolm สำหรับเรา : ) - if that is one thing that you think it's a touching compliment to you.. -

ไว้จะไปยืมหนังสือมาอ่าน 55555555 (นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมไม่ใช้คำว่า"เหมือน") แล้วนกก็อาจจะตอบว่า เราไม่ให้ยืม 555

ต้อง - ผู้กำลังจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง (ฟ้าได้ส่งนกมาเกิดได้เหมาะเจาะจริงๆ ช่างพอดิบพอดีเสียเหลือเกิน) - ask me what I really mean if u want to know coz there is more meaning to what appeared to be shown. ieie ps. น้ำตาไหลจริงๆนะ

When I read a speech by well known and successful people like JKR, Bill Gates, Steve Jobs, etc. I always have been wanted to be that inspiring to people in my life. 

Now I realize I can't be them, just being myself.

Thus, I can't giving a remarkable speech but I can write from my true heart and feeling ;>

 

ขอบคุณจ้านก ที่แบ่งปันเรื่องดีๆ เสมอ

Thanks for writing a comment so I know it's read :>

Comment viewing options

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.
Syndicate content