บทที่ 3. การจัดทำแผนธุรกิจ

Tagged:  
วันนี้วันอาทิตย์ เป็นวันปรีดีแถมยังเป็นวันรับน้องของธรรมศาสตร์ รถเลยเยอะมากๆ โชคดียังพอหาที่จอดแถว
สนามบอลได้ เริ่มเรียน 10.30 เพราะว่าอาจารย์ไปงานวันปรีดีเรียนเรื่องการจัดทำแผนธุรกิจ
โดย รศ.ไว จามรมาน อาจารย์พูดเพราะมาก ครับตลอด จนเรารู้สึกเกรงใจ นอกจากพูดเพราะแล้วก็ยังสอนเก่งด้วย
รู้สึกว่าการมาเรียนโปรแกรมนี้คุ้มค่ามากๆ จึงต้องตั้งใจและขยันให้เต็มที่ !

-----------------------------------------------

สิ่งแรกที่อาจารย์สอน คือ จะสอนเกี่ยวกับลักษณะของผู้ประกอบการ และวิธีคิด ก่อนจะไปสอนเรื่องการจัดทำ
แผนธุรกิจเพราะอาจารย์เชื่อว่า ถ้ามี business idea แล้ว แผนธุรกิจไม่ยาก
1.Success is choice
-เราจะเลือกเป็นอะไรเราก็จะได้อย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี ยาจก ลูกจ้าง หรือผู้ประกอบการก็ตาม
-เราต้องรับผิดชอบตัวเอง
-คนเราแตกต่างกันเพราะเราเลือกต่างกัน ทางเลือกของเรามาจากความเชื่อ บางทีเราไม่ยอมเลือก ปล่อยชีวิตไปตาม
กระแส
my note: สอนเหมือนเจ้านาย และเหมือนคุณบัณฑิต อึ้งรังษี
2. Entrepreneur
- คือคนที่ CREATE SOMETHING FROM NOTHING
-อย่าลืมว่า ความสำเร็จของเรา "เกิดจากคนอื่น" เพราะเราหยิบยืมทรัพย์สมบัติจากคนอื่นมาใช้ก่อน
3. วิวัฒนาการของการทำธุรกิจในเมืองไทย
- สมัยก่อน เราค้าข้าว ขุดดีบุกขาย ค้าไม้สัก เป็นยุคของการขายทรัพยากร
-ต่อมา เกิดชนชั้นกลางก็เกิดการร่วมทุนกับตปท ทำสิ่งทอ มีห้างสรรพสินค้า และอสังหา เฟื่องฟูเพราะคนอยากมีบ้าน
-ถัดจากนั้นก็เป็นยุค telecom เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น
-อาจารย์บอกว่าต่อไปเราจะต้องเข้าสู่ยุค "Technopreneur" ทำกำไรจากเทคโนโลยี

ผู้บริหาร ต่างจาก ผู้ประกอบการ ตรงที่
ผู้บริหารมี
management skill แต่ผู้ประกอบการมี ทักษะในการวิเคราะห์

โอกาส เราจะมองเห็นโอกาสได้ ต่อเมื่อเรามีข้อมูล
ข้อมูลจะทำให้เรามองเห็นอนาคต เหมือนการไปยืนในอนาคตแล้ว

มองย้อนกลับมาข้างหลัง

ทุกอย่างมีวิวัฒนาการของมัน การศึกษาอดีตจะทำให้เราเข้าใจอนาคตได้
เมื่อก่อนเราขายทรัพยากร เดี๋ยวนี้ต้องเอา Technologyมาทำกำไร
ที่เค้าว่ามีวิสัยทัศน์ ก็คือมี Product vision นั่นเอง
เนื่องจากเราไม่ได้อยากจะทำธุรกิจขาย product ก็เลยเรียนถามอาจารย์ว่าแล้วถ้าทำ service ล่ะ จะต้องคิดยังไง

อาจารย์ก็บอกว่าคล้ายๆ กัน เดี๋ยวนี้ product
จะเป็นการรวมของหลายๆ
อย่างเข้าด้วยกัน

Service จึงต้องเป็น multi-service คือ ทำได้หลายๆ อย่าง ณ จุดๆ เดียว
my note: ใช้ mash-up, web services, web 2.0 ซึ่งเป็น trend ของยุคนี้จริงๆ
สรุปว่า แผนธุรกิจ คือการเขียนอนาคต แน่นอนว่าย่อมเป็นการสมมติเท่านั้น แต่เป็นข้อสมมติฐานที่สามารถทำให้เป็นจริงได้
แผนธุรกิจจะบอกตั้งแต่ต้นจนจบ ใช้เป็นเครื่องมือป้องกันการล้มละลาย
-----------------------------------
อาจารย์ไปสัมภาษณ์เศรษฐีหลายๆ คน เช่น คุณธนินทร์ คุณเจริญ ฯลฯ เพื่อดูว่าพวกเศรษฐีเค้ามีลักษณะและวิการคิดอย่างไร
คุณธนินทร์ พูดว่า "ที่ไหนที่ลูกค้ามีปัญหา เราแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้ ที่นั่นคือธรกิจ"
- คุณธนินทร์ คิดสุดขั้ว
-ดัดแปลงธรรมชาติ ทวนกระแส ไม่ใช่พวกตามกระแส เช่น เปิดไฟให้ไก่ในโรงงาน
-มอง long run ไม่ได้มองแค่ห้าปี แต่มองร้อยปี
-โฟกัส ชัดเจน เหมือนแสงเลเซอร์
-ไก่ มีวงจรชีวิตสั้นกว่าวัว 
-ให้ลูกค้าก่อนแล้วเราจะได้รับกลับมาเอง
-ต้องเป็นคน sociable คุยกับคนแต่ไม่สนิทสนามเกินไป ต้องมีระยะห่างพอสมควร
-การค้า คือ "เราชอบทำงานด้วยกัน" ไม่ใช่แค่การคบหาเอาผลประโยชน์ ต้อง"ต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน" ร่วมกันสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า
-ชื่อเสียง สำคุญที่สุด เวลาเลือกหุ้นส่วนหรือทีม เราเอาคนซื่อสัตย์ก่อน เอาคนที่ไว้ใจได้ก่อนเอาคนเก่ง
-ความยากของธุรกิจอยู่ที่วิธีคิด ไม่ใช่การเขียนแผนธุรกิจ (Asking the right question)
 my note: เราทำซอฟต์แวร์ ก็ต้องทำให้ life cycle ของการผลิตสั้นที่สุด
คุณราเมศวร์ก็สอนบ่อยๆ เรื่องให้คนอื่นก่อน แล้วก็มาร่วมกันทำงาน (พาร์ทเนอร์ส) เพื่อให้ลูกค้าได้ซื้อของราคาถูกที่สุด
โดยสรุป
1. หล่อหลอมบุคลิกและความคิด
2. วิเคราะห์โอกาสเห็นภาพรวมของโอกาส แล้วเขียนเป็นแผนธุรกิจ
3. บริหารเป็น
 คนที่สร้างสรรค์ คือ คนที่ "ลืมเป็น" ได้แก่ ลืมทฤษฎีเดิมๆ หลักการเดิมๆ รูปแบบเดิมๆ ได้



โคลัมบัสบอกว่าเราไม่มีทางพบแผ่นดินใหม่ ถ้าไม่ทิ้งชายฝั่งทะเล



----------------------------------------------------



ผู้ประกอบการ .....
· ไม่ใช่พวกค่าเฉลี่ย (non-moderate)
· ทำ package
· คิดสุดกู่
· เป็นคนละสายพันธุ์กับพวกลูกจ้าง
· เป็นทั้งนักคิด นักทำ (คิดฟุ้งซ่าน แต่ลงมือทำจริง)
· กัดไม่ปล่อย
· มีทั้ง IQ, Q ฉลาด ลึกซึ้ง เข้าใจผู้อื่น
· มี Integrity ละ Sympathy
· ไม่เคยเปลี่ยนเป้าหมาย ปลี่ยนแต่วิธี
· เป็นผู้นำ คือนำทางความคิด ใช้คนเป็น
· เป็นคนเริ่มในสิ่งที่คนไม่เริ่ม
· สร้างทีม
· รับความเสี่ยงได้ เผชิญความไม่แน่นอนได้
· ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ปลี่ยนวิธีได้เสมอ
· อยากทำสิ่งที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
หลักการทำธุรกิจ คือ ต้องสร้างคน ก่อนสร้างสินค้า



จะสร้างทีมอย่างไร ?

=>
ต้องรวมคนที่ความสามารถแตกต่างกันเข้ามาทำงานให้เป็นจริง



จะเห็นโอกาสอย่างไร ? => โอกาส

เกิดได้จากการเดินทาง ไปพบเห็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็น หรือ เกิดจาก
Connection นื่องจากเงินไม่ได้ซื้อทุึกอย่าง

บางครั้งโอกาสเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ (อย่างที่บอกว่า เราทำธุรกิจ เพราะเราชอบทำงานด้วยกัน)


สุดท้าย ลูกค้า จะเป็นคนตัดสินเองว่าที่เราคิดว่าเป็น "โอกาส" นั้่น จริงๆ แล้วใช่รึเปล่า



เรียนถามอาจารย์ไป ว่า คุณสมบัติทั้งหมดที่ว่ามานี้ เราสามารถสร้างและฝึกฝนได้ยังไง

อาจารย์บอกว่าทำได้ 3 เรื่อง
· เรียนจากคน - Living Entrepreneur
· เรียนจากการลงมือทำ
· คิดลึกซึ้ง จึงจะคิดสุดขั้วได้
ขั้นตอน ก่อนจะมาเป็นแผนธุรกิจได้ มี 4 ขั้นตอน
1. Idea -> 2. Concept -> 3. Model -> 4. Plan
Idea -
แนวคิดธุึรกิจสั้นๆ
เช่น ปัญหาแบบนี้ ถ้าแก้ได้น่าจะเป็นธุรกิจได้ หรือ ถ้าเปลี่ยนแบบนี้ไปเป็นอีกแบบ จะทำธุึรกิจได้

Concept -
ความสัมพันธ์ระหว่าง Market-Product-Technology
Model -
จะทำให้กำไรได้อย่างไร
Plan -
คิดสามเรื่องหมดแล้วจึงมาเขียน business plan คือเขียนว่าผลิตยังไง ทำตลาดแบบไหน
ใ้ช้เงินทุนเท่าไหร่ 

ตามทฤษฎีของ Timmons บอกว่า Entrepreneur มีแค่ 3 ปัจจัยที่ต้องคิด

1.
ทีม

-
ดูเรื่องความคิด ความเชื่อ



2.
โอกาส

-
ต้อง "วิเคราะห์โอกาส" เป็น



3.
ทรัพยากร

-
ดูว่ามีอะไรบ้างจะเอาอะไรมาใช้ เอามาจากไหน



ต่อไปเราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของ "โอกาส"
โอกาส .... เรามองไม่เห็นโอกาส เพราะเราไม่เชื่อว่าจะทำสำเร็จได้



วิธีง่ายๆ ในการหาโอกาส ก็คือดูว่า ที่ไหนมีการเปลี่ยนแปลง ที่นั่นมีโอกาส

การเปลี่ยนแปลงเช่น รายได้ กฎหมาย การเมือง เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ

หรือที่ไหนมีปัญหา เราสามารถหา solution ให้ได้ นั่นก็เป็นโอกาส

หรือ

ที่ไหนมีความต้องการที่ยังไม่มีใคร serve ได้ (unmet needs) นั่นก็เป็นโอกาสในการผลิตสินค้าและบริการ



มีวงล้อ 3 วงที่ซ้อนทับกันในเรื่องของโอกาส

คือ
Value proposition => หรือ unmet needs นั่นเอง อย่าไปขายที่ตัวสินค้า ให้ขายคุณค่าที่ลูกค้าอยากได้
Market potential => size
ของตลาดใหญ่มั้ย growth เยอะมั้ย ** ตกปลาต้องตกในแม่น้ำใหญ่ๆ
ขายของก็เหมือนกัน **

Return => Finance
ต่างๆ ก้อนแรกเป็นเงินเรา ต่อมาเป็นเงิน supplier ก้อนสามเป็นเงินลูกค้าและก้อนสุดท้าย
ค่อยไปหาธนาคาร
อาจารย์บอกว่า "อย่าทำธุรกิจที่ไม่ใช่ unmet needs เด็ดขาด"



--------------------------------



ทรัพยากร ...



วิธีคิดเกี่ยวกับทรัพยากรมี 2 ด้าน



1.
ด้านเทคนิค เช่น Substances, fields, functions, information, time, space



2.
ด้านคน เช่น skills, knowledge, experiences, attitudes, feelings, perception



ทั้งสองด้านนี้ต้องพิจารณาดังต่อไปนี้
·  ทุกอย่างในระบบเป็นทรัพยากรทั้งสิ้นแม้แต่สิ่งที่เป็นโทษ
·  ต้องรู้ทรัพยากรทั้งหมดที่เรามี (และคนอื่นมี) ให้ได้
·  อะไรอีกที่เรายังไม่ได้ใช้้ทั้งด้านคนและเทคนิค
--------------------------------
ความเสี่ยงมี 4 เรื่อง
ทีม => ดีมั้ย
Competitive Advantage =>
เราด้เปรียบคนอื่นเค้าตรงไหน
Business Model =>
เป็นอย่างไรเสี่ยงแค่ไหน
Customer Pain =>
ลูกค้าต้องการมากน้อยแค่ไหน
ความเสี่ยงเป็นเรื่องต้องบริหารจัดการ
วันนี้ต่อกันด้วยวิชาของ อ.ไว อีก 1วัน
คราวก่อนพูดเรื่อง Vernon's razor ไปแล้ว วันนี้ขอต่ออีกเล็กน้อย
Vernon's razor
มีโอกาสอยู่ด้านซ้ายและ ความเสี่ยง อยู่ด้านขวา
ผู้ประกอบการต้องชั่งใจระหว่างโอกาสกับความเสี่ยงแล้วตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอา
ผู้ประกอบการต้อง "เห็นโอกาส" และ "วิเคราะห์+บริหาร ความเสี่ยง" ได้
การบริหารความเสีี่ยง ก็ต้องใช้ Network, ความยืดหยุ่น, ความได้เปรียบ และ Business model ที่ดี
ต้องรู้ว่า 1 cycle ของความสำเร็จในธุรกิจเราจะวัดอย่างไร
my note:
ไปเอา project ที่กำลังทำๆ อยู่มาเขียนโอกาส และ ความเสี่ยง โดยหลักการของ Vernon ดู
เพื่อหัดวิเคราะห์
----------------------------------------
**
ฺีBusiness Model **
หลังจากได้ business idea, business concept แล้วให้ทำ business model ต่อ
อาจารย์บอกว่าทุกคนมีโอกาสเท่ากัน แต่ว่าแต่ละคน "ประกอบ" (assemble) ได้ไม่เหมือนกัน
จึงทำให้สำเร็จไม่เท่ากัน เนื่องจากการประกอบต้องเห็นภาพทั้งหมดก่อน จึงจะประกอบได้ดี อาจารย์ให้ดูตั้งแต่ 
ต้นน้ำ -> ปลายน้ำ


โดยให้ดูธุรกิจที่ประสบความสำเร็จว่ากระบวนการทั้งหมดมีอะไรเค้าทำอย่างไรในแต่ละขั้นตอน



จากนั้น มาคิดของเราเองโดยให้ "เพิ่ม หรือ เปลี่ยนองค์ประกอบธุรกิจใหม่" ใน 3 factors คือ Market,
Product, Technology เช่น เปลี่ยนคุณค่า สร้างพันธมิตรใหม่ เปลี่ยนช่องทางการจัดจำหน่าย เปลี่ยนวัสดุ ฯลฯ
1)
การพิจารณา Market ก็เช่น หลักการของ Value Net
ลูกค้า คู่แข่ง  (Competitor)| เรา | พันธมิตร(Complementer) Supplier        

คู่แข่ง - คือคนที่เรามีแล้วทำให้คุณค่าของเราลดลง

พันธมิตร - คือคนที่เรามีแล้วทำให้คุณค่าเรามากขึ้น (โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม)
อาจารย์ยกตัวอย่าง Microsoft ที่ทำ OS แล้วให้คนอื่นทำ app มา ทำให้ OS มีคุณค่าเพิ่มขึ้น

หรือตลาดที่เราไปขายก็ดูว่าเราขยายได้มั้ย เปลี่ยนกลุ่มได้มั้ย



2)
การพิจารณา Product สามารถใช้หลักการ QFD ได้

QFD = Quality - Function Deployement

ดูว่าใช้เทคนิคอะไรทำเทียบกับคนอื่นแล้วเป็นอย่างไร จะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ยังไงบ้าง

my note:
อาจารย์บอกว่าไปร้านไหนให้คิดว่า 1) เค้ามีรายได้เท่าไหร่ เช่น มีกี่โต๊ะ คนมาวันละเท่าไหร่ กินกี่ตัง

และ
2) ต้นทุนน่าจะเท่าไร่จะได้หัดคิดว่าธุรกิจแบบนี้มีกำไรเท่าไหร่

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเวลาคิด Business Model สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ Value Proposition



ถ้าเราตีอันนี้ไม่แตก ทำไปๆ แล้วเราจะรู้ว่ามันไม่ควรทำ (อันนี้เห็นด้วยมากๆ เขียนไปเขียนมามันตันได้เห็นๆเลย)

มันจะบอกเราว่าเราจะขายอะไรกันแน่ และมันเป็น unmet needs หรือไม่

(อย่างที่อาจารย์บอกว่าอย่าทำธุรกิจที่ไ่ม่ใช่
unmet needs)

มีรูปนึงเป็น model ที่ดี เอาไว้คิด << จะมา post อีกที >>

อาจารย์สอนเรื่อง model ของกำไร มีคนรัสเซียคิดไว้ เอาไว้ประกอบการทำธุรกิจของเราว่าเราจะ้ model แบบไหน

ขอยกตัวอย่างมาซักเล็กน้อย

1. Customer Solutions Profits

- แรกๆ ลูกค้าอาจจะไม่แน่ใจว่าเราจะทำ solution ให้เค้าได้หรือเปล่า

- แต่ถ้าเราเข้าใจคำตอบที่ลูกค้าอยากได้ ลูกค้าจะซื้อเรา ต่อจากนั้นเราค่อยขยายธุรกิจ

2. Product Pyramid Profit

- เช่น ค้าไม้ กำไรที่ไม้กับทรายก็จริง แต่มันจะทำกำไรได้ต่อเมื่อมันมีสินค้าอื่นๆ มาประกอบด้วย จึงต้องมีปูนมาขายด้วย

- ห้างสรรพสินค้า จะเอาของที่ทำกำไรเอาไว้ชั้น 1 แต่มันก็มีของอื่นๆ ด้วย

- ตัวแรกๆ จะไม่ทำกำไร แต่ต้องมีไว้เพื่อให้ลูกค้าอยู่กับเราและกำไรตัวอื่นๆ

3. Multicomponent Profit

- ประกอบด้วย base basiness กับ Other component

- ตัวแทนขายรถยนต์ไม่ได้กำไรจากการขายแต่ให้เครดิตในการส่งมอบเงิน 3 เดือน

- other components คือ leasing, insurance, กันสนิม, accessories, after services

- Printer กำไรจากหมึก

- ทำตลาดไม่กำไร แต่ไปกำไรที่ห้องแถวรอบๆ ตลาด

4. Switchboard Profit

- มี buyers กับ sellers

- เอาผู้ซื้อกับผู้ขายมาพบกัน

- ยิ่งผู้ขายกับผู้ซื้อมากๆ ยิ่งกำไร เช่น ธนาคารมีเงินฝากกับเงินกู้

- ตลาดทุน ตลาดหุ้น ตลาดสี่มุมเมือง

5. Time Profit

- มันจะมีจุดๆ นึงที่จะเริ่่มกำไร ถ้าเราไปไม่ถึงจุดนั้นเราจะไม่กำไร เช่น เสื้อนักเรียน พอเราเริ่มทำเริ่มทำแล้วก็จะมีคนมาทำเยอะๆ ขึ้น

- ดังนั้น ต้องเปลี่ยน โดยการเพิ่มมาตรฐาน เพื่อยกระดับธุรกิจ

- คีย์คีือ ต้องเป็นคนแรกของธุรกิจและให้สินค้าเราอยู่ในแนวหน้าอยู่เสมอ

6. Blockbuster Profit

- ถ้าเพิ่มงบอีกนิดนึงจะได้กำไรมากขึ้น (ยอดขาย)

- เช่นหนังพระศรีสุริโยไท หนัง science-fi (เพิ่ม animation)

- software ทำหลายๆ ภาษาทำให้ขายได้ทั่วโลก ขายได้มากขึ้น

ุ7. Profit Multiplier Model

- มี key asset กับ other forms

- เช่น Patent เป็น key assset ได้รับความคุ้มครองและเอามาใช้ได้อีกเรื่อยๆ

- Walt disney เช่น เอา micky mouse ไปแปะบนสินค้าอื่นๆ ก็ขายได้มากขึ้น

- โตโยต้ามี key asset ตัวเดียวคือเครื่องยนต์ อย่างอื่นใช้ outsource หมด

8. Entrepreneurial Profit

- มี base business กับ spin out

- ตราบใดที่ลูกค้าอยู่ในวงจรของเรา เราจะเพิ่มธุรกิจบนลูกค้ากลุ่มนี้ไปเรื่อยๆ

 

 

Syndicate content