บทที่ 1. การวางแผนกลยุทธ์ และ การบริหารเชิงกลยุทธ์

สรุปประเด็นที่น่าสนใจควรแก่การใคร่ครวญและหาคำตอบก่อน

==================================

  • คุณรู้ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเมื่อเข้ามาเป็นผู้ประกอบการหรือไม่
    ?
  • เราต้องหาว่ามันมียุทธศาสตร์อะไรที่จะทำให้บริษัทของเราประสบความสำเร็จแล้วเอามาประยุกต์ให้เหมาะกับเรา
  • ปัจจัยแห่งความสำเร็จขององค์กรยุคปัจจุบันคือ
    Vision ของผู้บริหาร
  • เราจะไม่เลือกกลยุทธ์ที่ต้องใช้ความสามารถแค่ในปัจจุบัน
    เราต้องเลือกกลยุทธ์ที่จะทำให้เราพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น
  • นักกลยุทธ์
    จะต้องรู้จักธุรกิจนั้นๆ "เป็นอย่างดี" จึงจะมีวิสัยทัศน์ได้
  • เราต้องเห็นอนาคตของบริษัทเรา
    ที่เราจะเป็นผู้บริหาร อยากให้มันเป็นยังไง เขียนออกมาให้เป็น vision, mission, values,
    etc ให้ได้
  • องค์กรจะกำหนดยุทธศาสตร์อย่างไร
    ก็ขึ้นกับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร

วันนี้เป็นวันที่ 2 เรียนเรื่อง การวางแผนกลยุทธ์
โดย ผศ.สมชาติ เศรษฐสมภพ อาจารย์สอนดีมาก สนุกด้วยฟังไม่หลับเลย

(ผิดวิสัยข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง)

เอาล่ะ เริ่มกันเลยดีกว่า

================================================

องค์กร

ก่อนจะไปวางแผนกลยุทธ์
เราต้องมาดูกันก่อนว่าเราวางแผนไปให้ "ใคร/อะไร"

ในเมื่อบอกแล้วว่าเป็นแผนกลยุทธ์ธุรกิจ
ก็หมายความว่าองค์กรนั้นต้องเป็นองค์กรที่ทำธุรกิจนั่นเอง

วันนี้ เพิ่งได้รู้ว่า องค์กร
คือ "เครื่องมือ" เป็นนิยามที่ไม่เคยคิดมาก่อน

เมื่อพูดถึง
"เครื่องมือ" อาจารย์บอกว่ามันคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น

ดังนั้น องค์กร คือเครื่องมือที่ทำให้เรามีความสามารถในการทำอะไรบางอย่างมากขึ้นนั่นเอง

อะไรบางอย่างที่ว่านั่น
จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก "กำไร"

กำไร ก็คือ
"วัตถุประสงค์" ในการจัดตั้งองค์กรนั่นเอง

สรุปว่า องค์กร ต้องประกอบด้วย
3 ส่วนคือ วัตถุประสงค์ คน
และทรัพยากรอื่นๆ รวมๆ กันแล้วเพื่อทำกำไร
(หรือทำให้เรามีความสามารถในการทำกำไรได้มากขึ้น)

เราจะบรรลุวัตถุประสงค์ (กำไร)
ได้ ก็ต่อเมื่อเราใช้เครื่องมือ (องค์กร) เป็น

=================================================

วงจรชีวิตขององค์กร

ประกอบไปด้วย

  1. จุดเริ่มต้น
  2. พัฒนา
  3. เติบโต
  4. อิ่มตัว

เมื่อถึงจุดนี้แล้ว ถ้าหากต้องการเติบโต
สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ

1. การปรับวัตถุประสงค์

2. การเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงาน หรือวิธีการบริหาร

3. ทั้งสองข้อ จะนำไปสู่การขยายตัวของธุรกิจ
สู่ระดับใหญ่และเป็นระบบ

"เป็นระบบ" เป็น keyword ที่สำคัญ องค์กรที่มีการบริหารเป็นระบบต้องมีลักษณะ
D
R M P

D -Definable เห็นได้ชัดว่าทำอะไร

R -Repeatable ทำซ้ำได้ ไม่ขึ้นกับตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

M -Measurable ต้องวัดค่าจากกิจกรรมต่างๆ ได้

P -Predictable คาดการณ์ได้

อาจารย์บอกว่า เวลาที่เราจะเริ่มต้นสร้างองค์กรต้องให้เป็นระบบ (มี D R M P) ตั้งแต่แรก
เราจะสำเร็จแบบ "ก้าวกระโดด" ไม่ใช่ไปรอทำตอนธุรกิจเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว

 

เมื่อเราได้ตกลงปลงใจจะเป็นผู้ประกอบการแล้ว เราจะต้องเริ่มต้นจากการ "คิดแบบผู้ประกอบการ" เช่น กล้าเสี่ยง กล้าเปลี่ยนแปลง ฯลฯ

เนื่องจากเราจะเริ่มต้นด้วย SME ดังนั้น องค์กรที่เราจะตั้งนั้นมันไม่ได้ใหญ่โตอะไร ไม่ซัับซ้อนเหมือนองค์กรใหญ่ๆ

แต่....

ความเหมือนระหว่าง SME กับ องค์กรใหญ่ๆ อยู่ที่เราต้องเริ่มต้นด้วย "วิญญาณของผู้ประกอบการ" และเสริมด้วย "ระบบการบริหารจัดการ" ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กรเรา
เพื่อ "แสวงหาแนวทางสู่ความสำเร็จ" (ซึ่งก็คือการบรรลุวัตถุประสงค์ ได้ กำไร อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้น)

เราได้รู้จักองค์กรในฐานะเป็น "เครื่องมือ" แล้ว องค์กร ยังมีลักษณะของ System ด้วย แปลว่า มันประกอบไปด้วย
Input / Process / Output และภายในนั้นอาจจะมี Sub System มากมายอยู่ด้วยก็ได้

เมื่อเกิดองค์กรแล้วจึงสามารถใช้องค์กรเป็นพื้นฐานของ "การบริหารเชิงกลยุทธ์" ได้

===================================================

การบริหารเชิงกลยุทธ์

คำว่า Strategy นั้นมาจากคำว่า Stratos (กลุ่มคน กองทัพ) + igo (การนำ การกระทำ)

รวมกันแล้วแปลว่า การดำเนินการในกองทัพ

แนวคิดของการนำกลยุทธ์ทางทหารมาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจ เริ่มที่ยุค 80 และมาชัดเจนในยุค 90 โดยบุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี
คือ ... Michael E. Porter นั่นเอง

*** กลยุทธ์จะตอบคำถามที่ว่า ทำไมบางบริษัทจึงสำเร็จ บางบริษัทจึงล้มเหลว เมื่อเราศึกษากลยุทธ์ของแต่ละบริษัท
เราก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมและเราควรจะทำอย่างไร กับบริษัทของเรา ***

กลยุทธ์ เป็นสะพาน ที่เชื่อมระหว่าง Where we are now กับ Where we will go

ซึ่งอาจาย์ใช้สัญลักษณ์ว่า ดวงดาว


เมื่อเราเข้าใจคำว่ากลยุทธ์แล้วก็มาดูความหมายของการบริหารเชิงกลยุทธ์กันว่ามันคืออะไร

การบริหารเชิงกลยุทธ์ เป็นกระบวนการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม การกำหนดแนวทาง เป้าหมาย วัตถุประสงค์ กลยุทธ์
นโยบาย ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อปรับองค์กรให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม (ภายใน และ ภายนอก) ทั้งที่เป็น โอกาส (Opportunity) และ อุปสรรค (Threat)

 

  • วิเคราะห์-> เพื่อรู้เขา รู้เรา

  •  แนวทาง -> เพื่อให้รู้ mission ขององค์กรว่าเราตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร  

  • เป้าหมาย วัตถุประสงค์ -> เป็นสภาวะที่เรามุ่งหวัง

    หรือ desired future

  • กลยุทธ์ นโยบาย -> ตอบ 'HOW' ว่าจะทำธุรกิจอย่างไร  

  • การดำเนินกิจกรรมต่างๆ -> คิดแล้วต้องทำพอทำแล้วเกิดผล ต้องตรวจสอบจะได้รู้ว่าสอดคล้องกับสภาพแวดคล้อม หรือสิ่งที่ต้องการหรือไม่

เมื่อเราจะตั้งธุรกิจ และคิดกลยุทธ์ นี่คือ
check list เพื่อตรวจสอบว่ากลยุทธ์ของเรามีอะไรตกหล่นรึเปล่า

  1. บอกเป้าหมายระยะยาว วิธีการ ('HOW') และการจัดการทรัพยากร (Internal resources)

  2. ระบุธุรกิจของบริษัท ต้องตอบให้ได้ว่า What is our business? จะได้ไม่หลงทาง จะต้องรู้ว่า ทำอะไร ไม่ทำอะไร

  3. SWOT ต้องให้ภายในกับภายนอกสอดคล้องกัน ยุทธศาสตร์ต้อง based on SWOT
  4. ระบุลำดับชั้นต่างๆ เชิงกลยุทธ์ขององค์กร ได้แก่ Functional, Business Unit, Corporate (โดยทั่วไปแล้ว SME จะมี BU = Corporate)

  5. กำหนดรูปแบบ และเงื่อนไขในการตัดสินใจ (เนื่องจากในข้อ 2 บอกแล้วว่าเราจะทำอะไร ไม่ทำอะไร)

  6. การตอบแทนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตัวยุทธศาสตร์จะระบุว่าองค์กรจะต้องให้อะไรกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้นอย่างเดียว

  7. กำหนดยุทธศาสตร์และวิธีการหลักๆ 

  8. วิธีการสร้างและรักษาความสามารถในการแข่งขัน องค์กรเราจะเอาอะไรไปสู้กับเค้า ดูได้จากยุทธศาสตร์นั่นเอง

  9. แนวทางในการลงทนขององค์กร ยุทธศาสตร์จะบอก Investment Decision ได้

มีปัจจัยที่ช่วยให้เราคิดกลยุทธ์ได้ดีขึ้น
เราตั้งชื่อจำง่ายๆว่า 2F2A-DIS

  1. Fit - สอดคล้อง
    นั่นคือ ต้องดูสถานการณ์ ความสามารถ ให้สอดคล้องกับความจริง

  2. Focus - มุ่งเน้น
    นั่นคือ ทำอะไรให้เก่งด้านนั้น

  3. Alignment - ทำไปในแนวทางเดียวกัน
    ไม่ว่าจะมี sub system กี่ระบบก็ตาม ห้ามแตกแถว

  4. Agility - ยืดหยุ่น ปรับตัวได้เร็ว

  5. Doable - ต้องทำได้จริง อย่าเว่อร์

  6. Integration - ต้องผสมผสานกิจกรรมต่างๆ เป็นเนื้อเดียวกัน

  7. Synchronization - ถูกจังหวะจะโคน
    คือ กิจกรรมภายในองค์กร ต้องสอดรับกัน ไม่ต้องรอกัน

เนื่องจากการคิดกลยุทธ์
ต้องคำนึงถึงปัจจัยภายในและภายนอก

เราจึงได้เรียนเครื่องมือที่ช่วยในการพิจารณา
External และ Internal Environment ดังนี้

================================================

External
Environment

มีอยู่ 6 ด้านที่เราต้องพิจารณาว่ามีอะไรเ็ป็นอุปสรรคกับเราบ้าง
ได้แก่

  1. เศรษฐกิจ

  2. การเมือง กฎหมาย

  3. ประชากร 

  4. สังคม

  5. เทคโนโลยี 

  6. โลกาภิวัฒน์

ทั้ง 6 ด้านนั้นจะมีผลกับ 5 Forces ที่เรียกว่า Five Forces Analysis

 

1. Treats of new entrants -> คนใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแข่งขันเข้ามาได้ง่ายหรือยาก

2. Power of suppliers -> ตลาดเป็นของคนขายหรือว่าคนซื้อ

3. Power of buyers -> คนซื้อมีอำนาจในการต่อรองแค่ไหน คนซื้ออาจจะไม่ได้หมายถึง end user ก็ได้

4. Product substitutes -> มีของอะไรทดแทนสินค้าของเราได้หรือไม่ เป็นอย่างไร

5. Intensity of rivalry -> ธุรกิจนี้แข่งกันรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

================================================

Internal
Environment

ใช้เครื่องมือของ McKinsey ที่ชื่อว่า 7'S Model ซึ่งมีหลักการว่า
หากตัวใดตัวหนึ่งใน model เปลี่ยนแปลง
ตัวอื่นๆ จะต้องเปลี่ยนตาม

ตัวที่จะเปลี่ยนก่อนเลยคือ Strategy เพราะมันเป็นตัวปรับสมดุบระหว่างเรากับสภาพแวดล้อม

7 S ได้แก่

  • Strategy

  • Structure

  • Systems

  • Shared Values

  • Skills

  • Staff

  • Style

 

Syndicate content